16.3.63


ชื่อเรื่อง :  การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย:  นาย จิรายุส   ยอดอาจ 
ปีการศึกษา :  2562

บทคัดย่อ
              การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมความสามารถในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   และ 2. เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนช่องพรานวิทยา ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน  แบบสังเกตพฤติกรรมความสามารถในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัยพบว่า
       1. พฤติกรรมความสามารถในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ˉx = 2.35, S.D.= 0.41)
        2. ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (xˉ = 2.68, S.D.= 0.33)

15.3.63

งานวิจัยในชั้นเรียน

ชื่อเรื่องวิจัย               การพัฒนาทักษะการขว้างจักร  โดยใช้บทเรียนเว็บบล็อก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนช่องพรานวิทยา
ผู้วิจัย                      นางสาวรัตนา สุระประเสริฐ
กลุ่มสาระ                  สุขศึกษาและพลศึกษา
โรงเรียน                    โรงเรียนช่องพรานวิทยา

บทคัดย่อ

จุดมุ่งหมายของการวิจัยนี้ (1) เพื่อพัฒนาทักษะการขว้างจักร  โดยใช้บทเรียนเว็บบล็อก (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการขว้างจักร ของนักเรียนหลังการใช้บทเรียนเว็บบล็อก(3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้บทเรียนเว็บบล็อก
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนช่องพรานวิทยา จำนวน 10 คน ได้มาจากวิธีเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. แบบทดสอบปฎิบัติทักษะ เรื่อง การขว้างจักร 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนเว็บบล็อก   วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และทดสอบค่าที t-test แบบ Dependent

ผลการศึกษาพบว่า
1.  ผลการพัฒนาทักษะการขว้างจักรหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน
    2.  ผลการเปรียบเทียบทักษะการขว้างจักรก่อนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้บทเรียนเว็บบล็อก ซึ่งมีผลปฏิบัติทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาจเป็นเพราะการสอนที่ใช้บทเรียนเว็บบล็อกนั้นมุ่งเน้นให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับวีดีทัศน์ซึ่งเปรียบเสมือนกับครูผู้สอน นักเรียนสามารถกลับไปศึกษาเพิ่มเติมได้หลายครั้งจนเกิดความพอใจ ทำให้นักเรียนมีความมั่นใจ และเข้าใจเนื้อหา อีกทั้งนักเรียนมีอิสระในขณะเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเองบทเรียนเว็บบล็อกมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากการสอนด้วยวิธีสอนตามปกติ  เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล นักเรียนสามารถเรียนไปมากน้อยตามความสามารถของตน นอกจากนี้บทเรียนเว็บบล็อกเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนใจ ทั้งสี แสง ภาพเคลื่อนไหว ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นอยากเรียนสูงกว่าปกติ
 3. ผลจากการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อการใช้บทเรียนเว็บบล็อกพบว่านักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนเว็บบล็อกในภาพรวมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงทุกข้อ แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียนโดยบทเรียนเว็บบล็อกอยู่ในระดับสูง อาจเนื่องมาจากนักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ สามารถประเมินความรู้จากการตรวจคำตอบได้ด้วยตนเองทันที ทำให้เกิดความพึงพอใจและเข้าใจ ทั้งนี้ยังมีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้น
วิจัยในชั้นเรียน
ชื่อเรื่องวิจัย      การพัฒนาความสามารถทางการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย             นางสาวฉัตรรดา ประเสริฐศรี
กลุ่มสาระ        ภาษาต่างประเทศ
โรงเรียน          โรงเรียนช่องพรานวิทยา




บทคัดย่อ

           วัตถุประสงค์เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงก่อนและหลังเรียนโดยใช้เพลงสากลและเพื่อวัดความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงสากลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนช่องพรานวิทยา อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 29 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน   แบบประเมินการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล  และความแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนด้านการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่การทดสอบ T-Test แบบการทดลองกลุ่มเดียว, ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.)
          ผลการวิจัยพบว่า
          (1) การเปรียบเทียบความสามารถทางด้านการอ่านออกเสียงก่อนและหลังเรียนโดยใช้เพลงสากลพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 29 คน ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 52.10 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 14.09 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 13.45 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.03 พบว่านักเรียนมีคะแนนการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
          นักเรียนที่ได้รับพัฒนาด้านการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล มีความสามารถทางการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 นั้นแสดงว่า เมื่อนักเรียนได้รับการพัฒนาด้านการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากลของนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงสูงกว่าก่อนได้รับการเรียน    
(2) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนการที่มีต่อการเรียนในวิชาภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล จากการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจพบว่านักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้พัฒนาด้านการอ่านโดยใช้เพลงสากล พบว่า แบบประเมินความพึงพอใจ ภาพรวมทั้งหมด อยู่ในระดับดี ซึ่งนักเรียนมีความพึงพอใจมากในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงโดยใช้เพลงสากล
แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงสากลเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียง


17.9.62


ชื่อเรื่องวิจัย               การพัฒนาทักษะการวิ่งผลัด โดยใช้สื่อเสมือนจริง ด้วยแอปพลิเคชั่น HP Reveal ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนช่องพรานวิทยา
ผู้วิจัย                       นางสาวรัตนา สุระประเสริฐ
กลุ่มสาระ                  สุขศึกษาและพลศึกษา
โรงเรียน                    โรงเรียนช่องพรานวิทยา


บทคัดย่อ

จุดมุ่งหมายของการวิจัยนี้ 1.  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทักษะการวิ่งผลัดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 1  จำนวน 5 คนโดยใช้สื่อเสมือนจริง แอปพลิเคชัน HP Reveal 2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวิ่งผลัด ก่อนหลังการใช้สื่อเสมือนจริง แอปพลิเคชัน HP Reveal 3. เพื่อสำรวจความพึงพอใจในการรับรู้สื่อเสมือนจริงและการยอมรับนวัตกรรม
กลุ่มเป้าหมายประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562ของโรงเรียนช่องพรานวิทยา จังหวัดราชบุรี  กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 และ 3 จำนวน 5 คนได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling)

ผลการศึกษาพบว่า
          1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้สื่อเสมือนจริง และหลังใช้สื่อเสมือนจริง แตกต่างกัน โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้สื่อเสมือนจริง มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนใช้สื่อเสมือนจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2.ระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้สื่อเสมือนจริง เพื่อพัมนาทักษะการวิ่งผลัด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก



14.9.62

ชื่อเรื่อง  การพัฒนาทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี  ที่ 5 โดยใช้กิจกรรมทางภาษา


บทคัดย่อ
 การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาความสามารถและพฤติกรรมการพูดภาษาเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนช่องพรานวิทยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนช่องพรานวิทยา อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำนวน 14 คน ซึ่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษ  ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมทางภาษา จำนวน 5 แผน แบบสังเกตพฤติกรรมด้านการพูดภาษาอังกฤษ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติทดสอบแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for dependent samples) การวิจัยพบว่า
1. ทักษะในการพูดภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมทางภาษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. ผู้เรียนมีพฤติกรรมการพูดภาษาอังกฤษ ในระดับมากที่สุด

30.10.58

5 สิ่งที่ไม่ควรแชร์บนโลกออนไลน์


1. รูปปาร์ตี้สุดเหวี่ยง
ถึงการปาร์ตี้จะเป็นเรื่องปกติที่สังคมรับได้ แต่การโพสต์รูปตัวเองเมาหมดสภาพ หรือพ่นบุหรี่ควันโขมง ครั้งแรกๆ อาจจะดูเป็นการหยอกล้อกันขำๆ แต่บ่อยเข้าคงไม่ดีแน่ๆ ในบางครั้งอาจมีผลกระทบต่ออาชีพการงาน อย่างเช่น สายการบินแห่งหนึ่งที่มีกฎห้ามลูกเรือโพสต์รูปเสื่อมเสียลงอินเทอร์เน็ตเด็ดขาด

2. ภาพถ่ายวาบหวิว
ในกรณีที่รูปเปลือยของคุณถ่ายขึ้นในกรณีพิเศษหรือเป็นไปเพื่องานศิลปะมันก็ยังโอ.เค. แต่รูปที่ถ่ายเล่นด้วยมือถือในอากัปกิริยาที่ยั่วยวนหรืออยู่ในเสื้อผ้าน้อยชิ้น ตัวคุณเป็นสมบัติของคุณก็จริง แต่ภาพปลุกใจเสือป่าแบบนั้นอาจถูกเซฟโดยผู้ไม่หวังดีและส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนอาจจะทำให้เรื่องบานปลายและย้อนกลับมาเล่นงานคุณในวันข้างหน้าก็เป็นได้

3. เบอร์โทรและที่อยู่
ข้อดีของโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกวันนี้คือคุณสามารถโพสต์เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ได้อัพเดต กว่าสมุดหน้าเหลือง แต่ก็ถือว่าเป็นดาบสองคม ในหมู่เพื่อนสามสี่ร้อยคนนั้นเชื่อว่ามีคนที่ไม่รู้จักกว่าครึ่ง และคนเหล่านั้นไว้ใจได้แค่ไหน รวมไปถึงการเช็กอินว่าคุณไม่อยู่บ้านหรือจะกลับกี่โมง ทางที่ดีก่อนจะแชร์เรื่องเหล่านี้ควรเลือกแชร์ให้แก่เพื่อนบางคนหรือในกลุ่มส่วนตัวเท่านั้น

4. เมาท์เจ้านาย
เข้าใจนะว่าบางครั้งก็อัดอั้นตันใจ อยากหาที่ระบาย แต่ต้องไม่ใช่บนหน้าโซเชียลเน็ตเวิร์กเด็ดขาด การพูดลับหลังคนอื่นเป็นเรื่องแย่พออยู่แล้ว ยังพูดให้คนหมู่มากรับรู้อีก ต่อให้เจ้านายของคุณไม่มาอ่าน ก็ต้องมีคนอื่นมาอ่านแล้วเอาไปพูดต่ออยู่ดี เรื่องแบบนี้ไม่ได้เสียแค่ตัวคุณเอง แต่มันอาจเกี่ยวกับภาพลักษณ์บริษัทเลยก็ได้

5. เรื่องดราม่า
‘อย่าสาวไส้ให้กากิน' ยังคงเป็นสุภาษิตไทยที่ใช้ได้ดี เรื่องบางเรื่องแค่เล่าให้เพื่อนสนิทฟังก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ว่าแฟนคุณจะนอกใจ ทะเลาะกับเพื่อน ไม่พอใจพนักงานขายการดราม่าบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ทำให้เรื่องมันดีขึ้นมา ยิ่งไปพาดพิงถึงบุคคลที่สามก็อาจทำให้เรื่องแย่ขึ้นอีก
ข้อมูลโดย : Lisaguru

14.10.58




สิ่งที่ควรและไม่ควรทำเพื่อที่จะเก่งภาษาอังกฤษ
DOs
-    กล้าที่จะพูด
-    อย่ากลัวที่จะถาม
-    มองในแง่ดี คนที่เก่งภาษาทุกคนเริ่มจาก 0

DON’Ts
-    คิดว่าตัวเองอ่อน ไม่มีพรสวรรค์
-    คิดว่าทำไม่ได้หรอก ยากเกินไป แค่ภาษาไทยยังไม่รอดเลย
-    ไม่กล้าพูด กลัวคนรอบข้างหาว่ากระแดะ


http://pantip.com/topic/31927561